Chalachol Shampoo&Conditioner
เมื่อวันก่อนเราไปตัดผม กับคุณอู๋ช่างประจำ แกก้อแนะนำแชมพูกะครีมนวดตัวใหม่มาให้ใช้ แกบอกว่าเป็นแชมพูที่ดีที่สุด เราก้อเริ่มสนใจ พอตัดผมเสร็จก้อเลยเดินไปดู แค่เห็นขวดกะสีของแชมพู กิเลสก้อมาทันที แว๊บแรกคือ ถ้าเอามันไปตั้งในห้องน้ำต้องดูดีแน่ๆ เลย พอเห็นแบรนด์ก้อมั่นใจว่าน่าจะดี เพราะเราก้อเป็นลูกค้าประจำของ Chalachol เหมือนกัน ไหนๆก้อตัดผมร้านนี้มานาน มีแชมพูกะครีมนวดเป็นแบรนด์ของร้านนี้ทำไมจะไม่ลองล่ะ พอกลับบ้านแน่นอน เข้าห้องน้ำสระผมเลย คุณอู๋บอกว่ากลิ่นจะหอมมากๆ พอเราสระผม กลิ่นมันก้อหอมจริงๆนะ หอมแบบดมแล้วมันรู้สึกผ่อนคลาย สบายๆ หลังจากนั้นก้อลองครีมนวดต่อ อันนี้ซิ ชอบสุดๆ เพราะกลิ่นหอมบวกกับความนุ่มของครีมที่มีความเย็นนิดๆ เรารู้สึกสบายหัวมากๆ จะว่าไปสระผมแล้วก้อรู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมาด้วย เว่อร์ไปหรือเปล่าก้อไม่รู้ แต่ก้อต้องลองเองนะ หลังจากนั้นเราก้อเช็ดผม ก้อนั่งเล่นรอให้ผมแห้ง เราก้อยังรู้สึกว่ากลิ่นหอมของแชมพูบวกกะครีมนวด มันก้อยังวนๆเวียนอยู่ เราว่าหอมกว่าตอนสระอีก ใช้แค่วันแรกก้อติดใจซะแล้ว อ่านที่ขวดเค้าบอกว่ามีส่วนผสมมาจาก Soothex คือ สารสกัดธรรมชาติจากพืชในแถบประเทศอินเดีย ละก้อมี สารสกัดจากผลมะเฟือง มีน้ำมะพร้าวบริสุทธิ์ และพิเศษสุด ก้อ สารสกัดจาก Cotton Honeydew ถ้าอยากได้ก้อต้องไปที่ร้าน Chalachol ดู ว่าจะชอบเหมือนเราอะป่าว
Daddy Dough
ถ้าถามถึงโดนัทล่ะก้อ ชอบที่สุดก้อคงเป็นโดนัทที่ขายตามร้านขายของชำแถวๆ บ้าน โดนัทที่โรยน้ำตาลอย่างเดียว วางขายอยู่ในโหลกลมๆ นั่นล่ะอร่อยเลิศ แต่ถ้าเป็นโดนัทที่ดูอินเตอร์หน่อยก้อต้องเป็น Daddy Dough ที่สามารถทำให้เราแบ่งใจจากโดนัทโหลได้ แค่เดินผ่านร้านความหอมก้อทำใจน้ำลายไหลแล้ว แถมยังมีโดนัทชนิดต่างๆ ให้เลือกเยอะมาก แต่ที่เราชอบมากก้อเห็นจะเป็น Choc Banana ตรงกลางจะเป็นรสกล้วย ส่วนรอบๆ จะเป็นช็อคโกแลต เวลาทานเราว่ารสชาดมันไปกันได้ดีเลย นอกจากโดนัทแล้ว เราก้อยังชอบพายไก่ของเค้าด้วย เวลาไปซื้อ Daddy Dough ที่ไร ลำบากใจก้อตอนเลือกโดนัท เพราะมันจะน่ากินไปหมด เลือกไม่ถูก แถมยังลืมเรื่องน้ำหนักไปชั่วคราว
Daddy Dough มีความหมายว่า แป้งของพ่อ เป็นสูตรแป้งโดนัทที่คุณพ่อคิดค้นและพัฒนา เมื่อครั้งยังเปิดร้านเบเกอรี่เล็กๆ ที่สหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ.1985 (เอามาจากใบปลิว)
ร้านตาง้วน
สุดยอดร้านก๋วยเตี๋ยวในใจเรา ตลอดกาลและตลอดไป เรามาทานร้านนี้ครั้งแรกก็ประมาณสิบปีที่แล้วได้มั๊ง ฟังดูนานนะ เราจำได้ว่าพ่อกะแม่พามาทาน สมัยเราเด็กๆ พ่อแม่ชอบพาขับรถเล่น สมัยน้ำมันยังไม่แพง กลางวันจะต้องไปทานอะไรอร่อยๆ ไกลๆ ใกล้ๆเบื่อแล้ว ที่หมายประจำของครอบครัวเราก็จะไปไหว้หลวงพ่อโสธร ที่ฉะเชิงเทรา ทุกครั้งที่มาวัดหลวงพ่อโสธร ก็จะได้มาทานก๋วยเตี๋ยวร้านนี้ ความอร่อยไม่ต้องพูดถึง กี่ปีกี่ชาติก็อร่อยเหมือนเดิม ทานจนเค้าจำกันได้ทั้งร้าน ที่เราโปรดมากก็คือ หมูสับที่ทำเป็นแผ่นๆ อร่อยสุดยอด ถ้าร้านนี้ตั้งอยู่ในกรุงเทพ เราว่ารวยเละเลย นอกจากก๋วยเตี๋ยวอร่อยแล้ว ยังมีร้านน้ำกะขนมหวานอยู่ด้วย เราชอบทานชาเย็นพร้อมกะก๋วยเตี๋ยวไปด้วย บรรยากาศร้านก็ดูแบบย้อนยุคดี มีรูปปุ๋ย ภรณ์ทิพย์ โฆษณาเป๊ปซี่ สมัยเพิ่งได้นางงามจักรวาล บ้านเราไปทานทีก็ซัดกันเฉลี่ยคนละ 3 ชาม น้ำคนละ 2 แก้ว ถ้ายังมีที่ในท้องเหลือก็จะสั่งน้ำแข็งไสราดน้ำแดงด้วย ไม่รู้ว่าที่เจ้าของจำได้เพราะมาบ่อยหรือทานเยอะเกินเหตุก็ไม่รู้
Skin food

ดูซีรีย์เกาหลีมากซะจน ไม่ได้ดูละครไทยเลย เห็นอะไรเป็นเกาหลีก้อชอบไปหมด รวมถึง Skin food ด้วย ผลิตภัณฑ์สัญชาติเกาหลีที่เข้ามาขายในเมืองไทย ตอนแรกเห็นจากเว๊บก่อน รู้สึกว่ามันน่าลองใช้ดี เพราะสินค้าแต่ละอย่างของเค้าจะเป็นของที่ทำมาจากของที่เกี่ยวกับอาหารการกิน เช่น พวกผลไม้ ไข่ ไวน์ สาหร่าย พริก package แต่ละอย่างก้อดูน่ารักมากๆ ดูในเว๊บอยู่ประมาณ 2 วัน หลังจากนั้นก้อไปที่ร้านจริงๆ เลย ร้านแต่งสไตล์น่ารักๆ เลือกไม่ถูกเพราะอยากได้ไปหมด สรุปได้ ครีมหมักผมสูตรไข่มาอันนึง จริงๆก้ออยากได้ครีมหมักผมกระหล่ำปลีแต่เอาสูตรไข่น่าจะเหมาะกว่า กลิ่นของครีมจะหอมมากๆ หอมติดผมเป็นวันๆเลย ใช่แค่อาทิตย์ละ 2 ครั้งแค่นั้น และก้อครีมบำรุงเล็บสูตรอัลมอนด์ เป็นแท่งเหมือนพู่กัน ใช้ง่ายดี อีกสองอย่างเป็นตะไบเล็บกะกรรไกรตัดเล็บ ถ้าจะไม่ไปฮ่องกงคงหมดมากกว่านี้แน่ๆ เลย ลองเข้าไปดูที่ www.skinfoodthailand.com เผื่อจะเกิดกิเลสอย่างเราไง
Unlimited love
โอ๋เอาวีซีดีของหนังเรื่องนี้มาให้เราดู บอกว่าต้องดูให้ได้นะ พร้อมกับหัวเราะ เราลองอ่านเรื่องย่อดู ก็น่าสนใจดีนะ เป็นความรักของคนสองคนที่รักกันมากๆ แต่วันหนึ่งฝ่ายหญิงก็ป่วย และเธอได้สัญญาว่าจะแต่งนิยายให้เสร็จ และจะให้ฝ่ายชาย อ่านเป็นคนแรก หลังจากนั้นไม่นานเธอก็จากไปทั้งที่ยังแต่งนิยายไม่เสร็จ เธอไปบริจาคหัวใจของเธอให้โรงพยาบาล ดังนั้นโรงพยาบาลจึงเอาหัวใจเธอไปให้คนอื่น เธอฟื้นขึ้นมาในร่างของผู้ชายคนอื่น เธอพยายามที่จะกลับไปใช้ชีวิตปกติของเธอกับฝ่ายชาย เราชอบนะ เรื่องแบบนี้ แต่พอดูแล้วเรากลับรู้สึกว่าเฉยๆ นะ ไม่รู้ว่าทำไม สิ่งที่เรารู้สึกชอบมากๆจากหนังเรื่องนี้คือ เพลงประกอบ ชอบทั้งที่ผู้หญิงและผู้ชายร้องเลย ส่วนที่เหลือเราว่าลองซื้อวีซีดีมาดูเองก็ละกันว่าจะคิดยังไง
Korean Restaurant
วันศุกร์นี้น้องริต้าก็จะบินไปอยู่ออสเตรเลียแล้ว ทำงานกะน้องมาก็ประมาณ 2 ปีแล้ว เธอเป็นคนน่ารักมากๆ เปรี้ยวสุดๆ ไปเลย เราเลยนัดเลี้ยงส่งน้องที่ร้านอาหารเกาหลีแถวสุขุมวิทซอย 12 ภายในอาคารสุขุมวิท พลาซ่าจะมีร้านอาหารเกาหลีเยอะมาก เราคิดว่าน่าจะอร่อยเหมือนกันหมด ก็เลยเลือกร้านที่ดูสวยที่สุดก่อนละกัน ชื่อร้านว่า Do-Rae อีกอย่างน้องริต้าก็ไม่เคยทานอาหารเกาหลีด้วย ส่วนใหญ่เธอจะชอบเป็นอาหารทางยูโรเปียนมากกว่า เราก็สั่งพวก หมูหมักเกาหลีย่าง บะหมี่เย็นยำ บะหมี่เกาหลีต้มยำ ซุปเนื้อ ซุปกิมจิ พวกของย่างเค้าจะเสิร์ฟมาพร้อมเครื่องเคียงนานาชนิด แถมยังมีพนักงานมาคอยปิ้งย่างให้ด้วย บริการดีเลิศ ระหว่างทานก็จะได้ยินเสียงคนเกาหลีคุยกัน บรรยากาศเหมือนอยู่ในละครเกาหลีเลย อาหารก็อร่อยมากๆ รับรองว่ากลับมาทานอีกแน่นอน แถวนั้นก็มีร้านขายของใช้ที่มาจากเกาหลีด้วย เราเลยลองซื้อเหล้า Soju มาลองทานดู เดินไปอีกร้านเราก็ซื้อถ้วยใส่ข้าวกับช้อนกับตะเกียบมาด้วย เราว่าช้อนเค้าแปลกดี ด้านมันจะยาวกว่าช้อนปกติ ดูแล้วสวยดี มีของน่าซื้อเยอะมากแต่เราก็เริ่มง่วงแล้ว ไว้วันหลังค่อยกลับมาดูใหม่ น้องริต้าชวนพวกเราไปเที่ยวออสเตรเลียด้วย แต่คงจะอีกนานเพราะกว่าจะเก็บค่าตั๋วได้ ยังไงก็ดีใจที่ได้เจอน้องก่อนไปออสเตรเลีย เพราะไม่รู้จะได้เจอกันอีกเมื่อไหร่ ตอนนี้คงจะได้คุยกันใน HI5 ไปก่อนนะ miss you Rita
Kit Kat
หลังจากทำงานไม่ได้หยุดมา 9 วัน เหนื่อยมากๆ หลับแบบไม่รู้เรื่องเลย ตื่นมาตอนตี 3 รู้สึกหิวแล้ว แต่ว่ายังรู้สึกไม่อยากทานอะไรหนักๆ เปิดตู้เย็นออกมาดูก็มีช็อคโกแลต Kit Kat ที่แม่ให้โอ๋มา เราก็กินช็อคโกแลตนี่ก็แล้วกัน เพราะไม่ได้ทานมานานแล้ว พอทานเข้าไปก็นึกถึงตอนที่เรียนอนุบาล ตอนที่ทาน Kit Kat ครั้งแรกๆ ที่จำได้ เราเล่นโหนบาร์กะส้ม รอพ่อแม่กลับจากที่ทำงาน พอเห็นรถเข้าบ้าน เราก็จะวิ่งไปที่ประตูที่แม่นั่งมา แม่ก็เปิดประตูและเอา Kit Kat ที่ซื้อจาก Foodland มาให้ จำได้ว่ามันอร่อยมากๆ แบ่งกะส้มคนละ 2 แถว เราชอบเพราะมันมีไส้เป็นเวเฟอร์ เราไม่ชอบทานช็อคโกแลตเพียวๆ อยู่แล้ว เรารู้สึกว่ามันเป็นของพิเศษสำหรับเราเลยตอนนั้น แม่จะซื้อมาให้บ่อยๆ แต่พอเวลาผ่านไป เราก็เปลี่ยนไปทานช็อคโกแลตแบบอื่นๆ บ้างตามเรื่อง เพราะบางครั้งก็รู้สึกว่ามันเป็นแค่ช็อคโกแลต ธรรมดาซื้อที่ไหนก็ได้ ก็เลยไม่ได้กินมันอีกเลย จนวันนี้ที่เรากลับมาทานมันอีกครั้ง เรารู้สึกว่ามันเป็นช็อคโกแลตที่มีความหมายกะเรามากๆ เป็นของที่ทุกวันนี้แม่เราก็ซื้อมาไว้ในตู้เย็นและชวนเราทานเสมอ แต่เรากลับไม่ค่อยได้ใส่ใจเท่าไหร่ จนตอนนี้พอเราทานมันอีกครั้งเราก็นึกถึงความสุขสมัยเด็กๆของเรา ถ้าทาน Kit Kat หมดแผงแล้วกลับเป็นเด็กอีกครั้งเราก็จะทานนะ เบื่อเป็นผู้ใหญ่แล้วละ
Elf


ครบ 2 ปีที่จากกันไป แต่เรายังรักและคิดถึงมันเสมอ มันเป็นสุนัขที่น่ารักมากๆ จำได้ว่าเราเจอกันครั้งแรกที่บ้านพี่สาวเรา พอเปิดประตูบ้าน มันก็วิ่งออกมาเป็นตัวแรกเลย วิ่งไปจนสุดซอยแบบไม่คิดชีวิตเลย แล้วก็วิ่งกลับมา มันดูน่ารักดี เราเลยบอกพี่ว่าเราอยากได้จัง ตอนแรกพี่เราก็เฉยๆ แต่ตอนหลังยังไงก็ไม่รู้ ผ่านมาหลายเดือนเธอก็โทรเรียกให้เราไปรับมันมาเลี้ยง เราดีใจมากๆ เลย ขับรถไปรับ เจออีกทีมันตัวใหญ่ขึ้นเยอะเลย นั่งรถมาด้วยความสงบเงียบ วันแรกเราเอามันมานอนในห้องก็เงียบเรียบร้อย ไม่เห่าเลย ตึ่นเช้ามาก็นั่งรออยู่ปลายเตียง หลังจากนั้นเราก็เอามันมาฝากให้พ่อกะแม่ดูแล อยู่ไปอยู่มา มันก็เริ่มชิน ทีนี้ก็แสดงความเป็นเจ้าของบ้านสุดแรง และมันก็เริ่มติดคนในบ้านแล้ว ถ้ามันรู้ว่าไม่มีใครอยู่บ้าน ก็จะเห่าไม่หยุด ฉะนั้นเวลาออกจากบ้าน เราจะเปิดวิทยุหลอกว่ามีคนอยู่มันจะได้ตายใจ บางทีมันก็ฉลาดแอบเห่าเรียก ดูว่าจะมีใครออกมาดูมันไหม ตอนที่พี่สาวเราซื้อมันมา พี่สาวเราส่งมันไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนสุนัขด้วย เธอต้องไปเยี่ยมมันทุกวันอาทิตย์ แต่พอมาอยู่บ้านไม่ค่อยมีใครฝึกมัน มันก็ไม่ยอมทำอย่างที่เรียนมา แต่บางทีคนมาบ้านเยอะๆ มันก็ทำโชว์ คลานเป็นรูปวงกลมให้ดู พอคนในบ้านตบมือก็บ้ายอ ทำไม่หยุดเลย รวมถึงถ้ามันอยากได้อะไรก็จะทำท่านั่งยกมือสองข้างอย่างที่ฝึกมาเลย มันชอบทาน Sleeky มากๆ ได้กลิ่นนี่วิ่งมาเลย ไม่รู้มันอร่อยตรงไหน แค่ยกมาโชว์มัน มันจะวิ่งมากระโจนใส่เลย มันจะสนิทกับพ่อกะแม่มากเพราะเค้าจะอยู่กับมันตลอดเวลา มันคงรักพ่อกะแม่มากๆ เลย ตั้งแต่มันจากไป เราก็คิดถึงมันเสมอ ถ้าว่างเราจะไปทำบุญให้มันตลอด แม้จะมีเวลาอยู่ด้วยกันน้อยแต่ว่าเรารู้สึกผูกพันกะมันมากๆ เลย รักและคิดถึงเสมอ
Nusa Dua Bali
ทริปนี้เป็นหนึ่งในสถานที่ที่เราอยากไปมากที่สุด เราใช้เวลาอยู่ที่บาหลีประมาณเกือบอาทิตย์นึง เป็นเกาะที่มีเสน่ห์มากๆ คนที่นี่ไม่น่ากลัวเหมือนที่คิดเอาไว้ ไม่มีอะไรน่ากลัวเลย ตอนจะไปก็กลัวๆอยู่ เพราะเคยมีข่าวระเบิดที่ผับใน Kuta แต่ก็คิดว่าตอนนี้ไม่น่าจะมีอะไร ก็อยากไปนะ คงไม่มีใครห้ามได้ ใช้เวลาเดินทางบนเครื่อง TG ประมาณ 4 ชั่วโมง เครื่องออกประมาณ 8 โมง ถึงบาหลีประมาณบ่ายโมงเพราะเวลาที่บาหลีเร็วกว่าเราชั่วโมงนึง แค่ลงจากเครื่องก็ได้บรรยากาศบาหลีแล้วทั้งเสียงเพลงในสนามบิน หรือ การแต่งตัวของคนที่นี่ สนามบินออกจะดูโบราณไปหน่อย ออกจากสนามบินเราก็แลกเงินซะเลย มี counter ให้แลกเงินเยอะมาก หลังจากนั้นก็ไปขึ้นรถโรงแรมที่จองเอาไว้ อากาศที่นี่ค่อนข้างร้อน แดดแรงน่าดู ประมาณ 30 นาทีก็มาถึงโรงแรมเราแล้ว เราจองไว้ที่ The Laguna Resort & Spa Nusa Dua ต้องขอบคุณมาดาม Kay อีกเช่นเคยเพราะเธอเป็นคนจองให้เราผ่านทางเลขาของ GM ที่นี่ โรงแรมเค้าสวยมากๆ พนักงานก็เป็นมิตรสุดๆ ห้องพักก็อลังการ เช็คอินเสร็จเราก็เดินสำรวจโรงแรมซะเลย สระน้ำที่นี่เค้าเป็นสระแบบที่สามารถว่ายวนไปได้ทั่วเลย ยาวมากแถมบางสระยังเอาทรายทะเลเข้ามาทำเป็นชายหาดเทียมด้วย ทรายของบาหลีจะดูหยาบกว่าที่เมืองไทย เรามาถึงบาหลีก่อนวันปีใหม่เค้าหนึ่งวัน คืนนั้นเราเลยได้ออกไปดูขบวนพาเหรดของแต่ละหมู่บ้าน ซึ่งเค้าจะจัดตกแต่งขบวนเป็นรูปเทพเจ้าต่างๆ เราดูตั้งแต่ประมาณหนึ่งทุ่มจนถึงสี่ทุ่มกว่ายังไม่หมดเลย ต้องเดินกลับโรงแรมก่อน ในเขต Nusa Dua จะปลอดภัยมากๆ เพราะเค้าจะมียามคอยตรวจอยู่ตรงทางเข้าตลอดไม่ให้พวกมิจฉาชีพเข้าไป เพราะเขตนี้จะมีแต่โรงแรมเท่านั้น ไม่มีบ้านของคนที่นี่ตั้งอยู่เลย สบายใจได้ และวันปีใหม่ของบาหลีทุกคนจะต้องอยู่กะบ้านห้ามออกมานอกบ้านเลย ทำให้อีกวันเราต้องกินอยู่แต่ในโรงแรม แม้แต่ชายหาดก็ห้ามเดิน หลังจากวันปีใหม่เราก็ซื้อทัวร์ ไปดูภูเขาไฟ Kintamani / Ubud เป็นทัวร์ full day เริ่มจากการไปดูการแสดงของบาหลีที่มีชื่อว่าBarong Dance ไกด์ที่มากับเราเป็นคนบาหลีถามว่าดูรู้เรื่องไหม เราตอบว่าดูไม่รู้เรื่องเพราะตัวละครมีการแปลงร่าง แปลงกันจนไม่รู้ว่าใครเป็นใคร แต่ก็ OK นะ หลังจากนั้นก็ไปดูวัดของเค้า เวลาเข้าวัดทุกคนต้องนุ่งโสร่ง แดดร้อนแต่ก็สู้ตายเพราะสวยดี มีนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นเยอะมาก สงสัยทัวร์บาหลีน่าจะฮิตในญี่ปุ่นนะ พอถ่ายรูปเสร็จ ก็นั่งรถต่อไปที่ภูเขาไฟ อากาศข้างบนหนาวดี ดูการทำนาขั้นบันไดระหว่างทาง และก็ถึงเวลาทานอาหารกลางวัน ทัวร์นี้จัดให้เราทานที่ภัตตาคารบนภูเขา นั่งทานไปก็มองเห็นภูเขาไฟอยู่ข้างๆ อากาศเย็นสบายจริงๆ พนักงานต้อนรับของภัตตาคารหน้าเหมือนน้องแพนเค้กของเรามากๆ เลย เสียงก็เหมือนด้วย เสียดายไม่ได้ถ่ายรูปน้องเค้า พอทานเสร็จนี่สิ น่ากลัวจริงๆ บรรดาแม่ค้าของที่ระลึกยืนอยู่หน้าภัตตาคารประมาณ 20 ชีวิต ทุกคนต่างตะโกนขายของกันแบบไม่คิดชีวิต กว่าเราจะฝ่าแต่ละนางไปได้แถบตาย หูแถบหนวก จะปิดประตูรถพวกเธอยังยื่นมือเข้าแบบจะขายให้ได้เลย คือถ้าซื้อคนนึงที่เหลือก็จะมาลุ่มเราเลยไงไกด์บอก หลังจากนั้นก็ไปซื้อของที่ระลึกแถว Ubud เป็นของที่ชอบทั้งนั้น ถ้าใครชอบพวกงานไม้แกะสลัก เพียบเลย เราซื้อต้นกล้วย กลับมาด้วย เล็งมานานแล้ว ตั้งแต่สมัย Central import เข้ามาขาย แต่เราตั้งใจตั้งแต่เด็กๆ ว่าจะต้องมาซื้อด้วยตัวเองที่บาหลีให้ได้ เราได้ไปเดิน shopping ที่ Kuta ซื้อของมาเยอะมากเพราะถูกจริงๆ ถูกแบบยังไม่ได้ต่อราคาเลย พอคนขายลดให้ก็โครตบรมถูกเลย กวาดเรียบ ขนาดในห้างของยังถูก แถมยังคัดแต่ของดีๆมาขายด้วย สินค้าพื้นเมืองที่นี่เจ๋งมากๆ ถ้ามีโอกาส เราอยากกลับไปอีกมากๆ เลย เสียอยากเดียวตอนขากลับศุลกากรจะปรับเราให้ได้เลย เพราะของมันเยอะจริง เราก็ต้องแจกแจงราคาให้เจ้าหน้าที่ดูว่าของแต่ละชิ้นอันละไม่กี่สิบบาท จะมาปรับเราได้ยังไงไม่ยอมหรอก
จอมวางแผน
เมื่อวานเราก็ทำงานอยู่ดีๆ ก็เจอแขกประสาทคนหนึ่งเข้า เป็นผู้ชาย สัญชาติใกล้ๆ บ้านเรา มันก็มายืนทำหน้าเป็นส้น…รอจะเช็คอินอยู่ แขกเยอะมากพนักงานมีอยู่ 2 คน พอเราว่างก็เรียกมันเข้ามา เราเห็นหน้ามันสองผัวเมียก็รู้ว่ามันจะต้องเป็นพวกลูกค้าชอบหาเรื่องแน่นอน แล้วมันก็เป็นจริงๆ พอเราเริ่ม confirm ประเภทของห้องกับราคา มันก็ด่าเราเลยว่า ชั้น request มาหมดทุกอย่างแล้วยูจะมาถามหาอะไร เราก็ตอบกลับอย่างสุภาพว่า เราต้อง confirm ว่าสิ่งที่คุณขอไว้นั้น เราจัดให้ได้เรียบร้อย มันถามต่อว่ามันได้ห้องอยู่ชั้นอะไร เราก็ตอบว่าชั้น 17 มันก็ทำท่าแบบกำลังจะเป็นจะตายว่า ชั้นขอห้องชั้นสูงๆ ทำไมให้ห้องชั้น 17 เราก็นึกในใจว่า มึงไม่ลองกระโดดลงมาจากชั้น 17 ดูละ ลองดูว่าตกลงมาแล้วมึงจะตายไหม?? พอเราดู booking ที่มันจองมา เราก็เห็นว่ามันขออะไรไว้เยอะมาก คนที่หาห้องเค้าก็หาห้องที่ดีกว่าที่มันจองไว้เยอะมาก มันจองห้องธรรมดา อยู่ที่ชั้นต่ำๆ ราคาถูก แต่จะมาโวยโน่นนี่นั่น ขอห้องดีๆ เป็นกลโกงของแขกที่เงินไม่ค่อยมี แต่อยากอยู่โรงแรม 5 ดาว มันก็ยังทำเป็นโวยวายอยู่ เรานะอยากจะถอดรองเท้ายัดปากหมาๆ ของมันจริงๆ แต่ก็ต้องสงบ ทำท่าทางเห็นอกเห็นใจมัน และก็เดินไปเรียก manager มาจัดการต่อ พอ manager มา มันก็ทำเป็นโวยวายอีก พี่เค้าก็เลย อัพห้องให้มัน ราคาห้องที่อัพนะ มันไม่มีทางจองมาหรอก ทำเป็นแต่งตัวดี มาพักโรงแรมดีๆ แต่จองห้องถูกสุด rate ถูกๆ แถมเราแอบเห็น boarding pass มัน นึกว่านั่งสายการบินแพงๆที่ไหนได้ low cost air นี่เอง ทริปนี้มันก็ happy ไปตามระเบียบ สมกับแผนการที่มันวางเอาไว้ มันทำเป็นคุยว่ามันพักที่นี่บ่อย ก็แน่ล่ะ ไปทำแบบนี้ที่อื่นเค้าจะได้โยนมันออกไปนอกโรงแรมนะซิ ก็มีแต่โรงแรมเราเท่านั้น ที่โครตบรมจะง้อแขกเลย ถ้าเป็นโรงแรมเราละก็ จองมาราคาไหนก็อยู่ตามที่จองมา จ่ายมาน้อยแต่อยากได้ห้องหรูๆก็ ป้ายหน้าเลยจ๊ะ เราจะอัพห้องให้เพราะแขกที่ดีๆ มีวัฒนธรรมและมารยาท ไม่ดูถูกคนอื่นเท่านั้น ประเภทอยู่ๆเดินมาขอห้องอัพเกรดไม่มีทาง แต่คนพวกนี้มีจริงๆนะ เจอบ่อยด้วย จองห้องกะโหลกกะลามาแล้วตอนเช็คอินถามเราว่า Any room upgrade available?? ขอทานตามถนนยังไม่มาตื้อขออะไรหน้าด้านๆเท่านี้เลย คนมีการศึกษาซะเปล่า กลับมาขอของกันฟรีๆ








